เงินบาทเปิด 33.39 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่ารับเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
เงินบาท "อ่อนค่า" ตามการแข็งค่าของดอลลาร์ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด ขณะที่ตลาดยังมองว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ Dot Plot ส่งสัญญาณ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 33.21-33.43 บาทต่อดอลลาร์) ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลัง คณะกรรมการ FOMC ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามคาด
ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 1 ครั้ง ในปีนี้ ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยและทยอยลดดอกเบี้ยลงในปี 2028 และ 2029 สู่ระดับ Longer run 3.25% ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองต่างว่า Fed อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 29% สำหรับการขึ้น 2 ครั้ง) และราว 1-2 ครั้ง ในปีหน้า ส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุน
ขณะเดียวกันมุมมองดังกล่าวได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดีทั้งเงินบาทและราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของทางซาอุดิอาระเบีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลงบ้าง (Brent ลดลงสู่ระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหลัง Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามคาด และส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ นอกจากนี้ การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มเติม ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 1.2% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.5 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 0.01%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 5.00% แม้จะย่อตัวลงบ้างในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ทว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สูงขึ้นสู่ระดับ 5.00% หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่าผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อีกพอควร มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00%
แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดกำลังคาดหวังได้ และที่สำคัญเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ดังกล่าว จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง Fed มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้างในปีหน้า ทำให้การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า Fed อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด แม้ เงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงพอควรของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้ถูกชะลอลงบ้าง ซึ่งช่วยจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม BOJ ในวันศุกร์นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 100.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100.4 จุด)
ทองคำ – มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คงเชื่อว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่าความหวังต่อการฟื้นฟูของการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุฯ ได้ช่วยหนุนราคาทองคำบ้าง ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยเข้าซื้อในจังหวะราคาทองคำย่อตัว ส่งผลให้โดยรวมราคาทองคำแกว่งตัวแถวโซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.40 บาท/ดอลลารร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.25 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ภายหลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566
นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้นนับตั้งแต่การประชุมเฟดครั้งก่อน แต่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง และยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเกินไป
ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 และ 2570 สู่ระดับ 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ จากเดิมที่ระดับ 2.2% และ 2.3% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2571 ที่ระดับ 2.2% และคาดการณ์การขยายตัวในปี 2572 ที่ระดับ 2.1% รวมทั้งคาดการณ์การขยายตัวในระยะยาวที่ระดับ 2.0%
เฟดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตามดัชนี Core PCE ในปี 2569-2572 ที่ระดับ 3.4%, 2.5%, 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2569-2571 ที่ระดับ 3.3%, 2.5% และ 2.1% ตามลำดับ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.20 - 33.50 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.20/ขาย 33.50
- EUR/THB 38.00 - 38.50 แนะนำ ซื้อที่ 38.00 /ขาย 38.50
- JPY/THB 0.2110 - 0.2160 แนะนำ ซื้อที่ 0.2110 / ขาย 0.2160
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB